ข่าวสาร
12 มีนาคม 2569
ปัจจุบัน “นาข้าว” ถูกมองว่าเป็นแหล่งที่ปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่สำคัญ นั่นคือ “ก๊าซมีเทน”
.
แม้ว่าภาคการเกษตรจะมีสัดส่วนการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ไม่สูงมากนัก แต่ครอบคลุมพื้นที่กว่า 150 ล้านไร่ของประเทศไทย โดยมี “นาข้าว” เป็นพื้นที่เพาะปลูกที่ใหญ่ที่สุด คิดเป็นกว่า 46% ของพื้นที่เกษตรกรรมทั้งหมด หรือมากกว่า 60 ล้านไร่ นาข้าวจึงถือเป็นแหล่งที่ปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกในรูปคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (CO2 eq) ในปริมาณที่มากที่สุดของภาคการเกษตร
.
...แต่รู้หรือไม่! ด้วยศักยภาพของเทคโนโลยีดาวเทียมที่สามารถติดตามสถานการณ์การเพาะปลูกพืช และวิเคราะห์ร่วมกับเทคโนโลยีอื่นๆ พบว่า “ต้นข้าวขณะที่ยังยืนต้นอยู่ไม่ได้ปล่อยมีเทนเพียงอย่างเดียว แต่สามารถดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์(CO2 ) จากบรรยากาศได้อีกด้วย”
.
“ภานุ เนื่องจำนงค์” หัวหน้าฝ่ายจัดการการเกษตร สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA กล่าวว่า แม้ GISTDA จะมีการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดาวเทียมกับภาคการเกษตรอย่างเป็นรูปธรรมมามากกว่า 10 ปี แต่การใช้ดาวเทียมมาศึกษาเพื่อติดตามการปลดปล่อยและดูดซับก๊าซเรือนกระจก (Greenhouse Gas: GHG) ที่เกิดขึ้นในพื้นที่เกษตร เป็นเรื่องที่เพิ่งมีการศึกษาและพัฒนาอย่างจริงจังเพียงไม่กี่ปีที่ผ่านมา อย่างไรก็ตามเรื่องการติดตามก๊าซเรือนกระจกในภาคการเกษตรนี้ จะอยู่แผนการพัฒนาแพลตฟอร์ม ECO- PLANT ที่ GISTDA กำลังพัฒนาเวอร์ชั่นใหม่ ที่คาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2569 นี้
.
“ แม้ว่า นาข้าว จะถูกมองว่าเป็นแหล่งปลดปล่อยมีเทนหลักของประเทศ แต่ว่าในเชิงเทคโนโลยีของดาวเทียม ก็สามารถติดตามได้ว่า ณ ช่วงเวลาข้าวมีการเจริญเติบโตอยู่ก่อนจะเก็บเกี่ยว จะสามารถดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์จากบรรยากาศได้ด้วย ซึ่งข้อมูลชุดนี้ GISTDA จะทำการติดตามอย่างต่อเนื่องทั้งประเทศแล้ววางบนแพลตฟอร์มเดียวกัน เพื่อให้เห็นว่าในแต่ละเดือน นาข้าวปลดปล่อยหรือดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์มากน้อยแค่ไหน ข้อมูลนี้จะเป็นประโยชน์ที่จะสามารถนำเสนอในเวทีโลกว่า นาข้าวก็มีศักยภาพในการดูดซับ ไม่ได้ปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกสู่บรรยากาศเพียงอย่างเดียว”
.
ขณะที่เรื่องการปลดปล่อยก๊าซมีเทนจากนาข้าว หลายคนพูดถึงการส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกข้าวคาร์บอนต่ำ หรือปลูกข้าวลดโลกร้อน โดยการปลูกแบบเปียกสลับแห้ง (AWD) ปัจจุบันสิ่งที่ GISTDA กำลังทำอยู่ คือ การใช้ข้อมูลดาวเทียมในระบบ Radar มาวิเคราะห์เพื่อจำแนกลักษณะการจัดการน้ำในนาข้าวของเกษตรกรตลอดการเพาะปลูก หากพบว่ามีการปลูกแบบขังน้ำไว้ตลอด โอกาสปลดปล่อยก๊าชมีเทนจะค่อนข้างสูง แต่หากเป็นการปลูกแบบเปียกสลับแห้งที่มีการขังน้ำและปล่อยแห้งบ้าง จะช่วยลดการเกิดก๊าซมีเทนได้ อีกทั้งเราสามารถใช้ดาวเทียมในการจำแนกลักษณะการจัดการน้ำในนาข้าวได้ทั้งประเทศ ประเทศไทยจะสามารถประเมินปริมาณการปลดปล่อยก๊าซมีเทนตามแนวทางของคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือ IPCC ได้สอดคล้องกับความเป็นจริงมากที่สุด
.
หากหน่วยงานเชิงนโยบายและหน่วยงานปฏิบัติในพื้นที่ มีข้อมูลดังกล่าวจากแผนที่ในแพลตฟอร์ม ECO- PLANT จะทำให้รู้เป้าหมายพื้นที่ที่ชัดเจน สามารถลงไปส่งเสริมให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนวิธีการเพาะปลูกแบบลดการปลดปล่อยมีเทนได้อย่างตรงจุด โดยในแต่ละปีกรมการข้าวจะมีเป้าหมายในการปลูกข้าวลดโลกร้อน ปีละ 1 ล้านไร่ ซึ่งที่ผ่านมา GISTDA ได้มีข้อมูลลักษณะการจัดการน้ำในนาข้าว และการติดตามการปล่อยมีเทนในนาข้าวในพื้นที่นำร่องในภาคกลาง
.
คุณภานุ บอกอีกว่า สำหรับเรื่องการดูดซับหรือปลดปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์จากนาข้าว GISTDA ได้ใช้เทคโนโลยีดาวเทียมร่วมกับเซ็นเซอร์ภาคพื้นดิน ที่มีการติดตั้งและตรวจวัดที่แปลงนาต้นแบบในจังหวัดร้อยเอ็ดและจังหวัดชัยนาท ร่วมกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เพื่อนำค่าที่ตรวจวัดได้จากเซ็นเซอร์ภาคพื้นดินและข้อมูลที่สกัดได้จากดาวเทียมมาพัฒนาแบบจำลองสำหรับการประเมินการดูดซับและปลดปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์จากนาข้าว สามารถทำเป็นแผนที่ทั้งประเทศได้ ซึ่งสุดท้ายแล้วจะทำให้ทราบว่า ในแต่ละปีประเทศไทย ณ ช่วงเวลาที่ข้าวมีการเจริญเติบโตอยู่ สามารถดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์จากบรรยากาศไป ได้จำนวนเท่าไร
.
“ เราคาดหวังว่าแผนที่นี้จะวางอยู่บน ECO - PLANT ในปี 2569 นี้ โดยตัวแผนที่จะทำทั่วประเทศ มุ่งเน้นไปที่นาข้าวทั้งหมด เนื่องจากตอนนี้เซ็นเซอร์ที่ตรวจวัด ติดตั้งในเฉพาะในนาข้าว แต่อนาคตจะมีการขยายการติดตั้งเซ็นเซอร์ไปอยู่ในพื้นที่ปลูกพืชอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็น อ้อย มันสำปะหลัง และข้าวโพด นอกจากนี้ GISTDA มีความตั้งใจที่จะผลักดันวิธีการตรวจวัดด้วยเทคโนโลยีอวกาศให้ได้รับการรองรับต่อไป”